Untitled Document
 
 
กาดเมืองผี
ถ้ำตับเตา
ป่าพันปี สระมรกต
หมู่บ้านหัตถกรรม เครื่องปั้นดินเผา
อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา
น้ำรูตะเคียน บ้านหนองเบี้ย
บ้านแอ่วม่วนใจ๋
กาดเมืองผี
คำว่ากาดหมายถึงตลาด เมืองผี หมายถึงความเชื่อที่มีมาแต่โบราณที่เร้นลับแล้วเล่าสืบทอดกันมา กาดเมืองผีตั้งอยู่ในเขตป่าชุมชนบ้านทรายขาว หมู่ 7 ตำบลศรีดงเย็น อำเภอ ไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากที่ว่าการอำเภอไชยปราการ 5 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 96 ไร่ มีสภาพเป็นที่ราบลอนคลื่น สูงต่ำไม่สม่ำเสมอกัน ลักษณะของหน้าผาที่เป็นดินทรายและเสาหินทราย รูปร่างคล้ายดอกเห็ด หรือปราสาทโรมัน หรือประตูเมืองเก่า แล้วแต่มุมมองในแต่ละด้าน คาดว่าอยู่ในยุคเดียวกับแพะเมืองผีของจังหวัดแพร่ แต่ที่ไชยปราการจะมีพื้นที่กว้างใหญ่ สวยงามวิจิตรอลังการ และยิ่งใหญ่กว่ามาก (ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551; http://www.ryt9.com/s/bmnd/676808)

ตำนานกาดเมืองผี
มีตำนานเร้นลับที่เชื่อถือเล่าสืบต่อกันมาว่า แต่ก่อนป่าบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้ใหญ่ขึ้นอยู่หนาแน่นและมีสัตว์ป่าน้อยใหญ่จำนวนมาก ในสมัยนั้นมีชาวบ้านเข้าไปหาของป่าเป็นอาหาร แต่หลงป่าหาทางกลับออกมาไม่ได้ จึงเดินไปเรื่อยๆ จนไปพบเมืองอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งเป็นเมืองที่มีผู้คนมากมาย มีตลาดค้าขายสินค้าต่างๆ หลายชนิด ชาวบ้านที่เข้าไปได้ซื้อของติดไม้ติดมือกลับออกมาด้วย โดยมีคนในหมู่บ้านนั้นพากลับออกมาจากป่าทันทีที่คนในเมืองนั้นได้กลับไป สิ่งของที่ชาวบ้านซื้อมานั้นก็กลายสภาพเป็นเศษใบไม้ เศษหญ้า และก้อนหิน กระทั่งทุกวันนี้ หากวันดีคืนดีชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง กาดเมืองผี จะได้ยินเสียงตีระฆัง ตีฆ้อง ดังกังวาน ยิ่งหากเป็นวันพระ หรือคืนวันเพ็ญ จะได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากกาดเมืองผี สำหรับการเดินทาง ออกจากที่ว่าการอำเภอไชยปราการไปตามถนนโชตนาเข้าเชียงใหม่ ประมาณ 3 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายข้างโรงเรียนบ้านอ่าย เข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร ถึงสถานที่ที่เรียกขานกันว่า "กาดเมืองผี"
(ที่มา : ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ http://www.thebestinsure.com/index.php?lay=
show&ac=article&Id=538699660 )
 

ถ้ำตับเตา
ตั้งอยู่ ณ ภูเขาทางทิศตะวันตก หมู่ที่ 13 ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ บนเส้นทางสายเชียงใหม่-ฝาง ระหว่างหลักกิโลเมตร ที่ 120 และ 121 แยกซ้ายมือเข้าไปประมาณ 3 กิโลเมตร ภายในบริเวณวัดร่มรื่น มีหอพระไตรปิฎกสร้างอยู่กลางน้ำ สิ่งสำคัญในวัดคือถ้ำตับเต่า มีขนาดเล็กกว่าถ้ำเชียงดาว แต่มีความสวยงามไม่แพ้กัน ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ถ้ำตับเต่านี้แยกออกเป็น 2 ถ้ำ คือถ้ำแจ้ง และถ้ำมืด (ถ้ำผาขาว และถ้ำปัญเจค) บริเวณหน้าถ้ำมีกุฏิและศาลาสำหรับพักผ่อน (ที่มา : ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ)

ถ้ำผ้าขาวมีบันไดขึ้นไปบริเวณถ้ำกว้างประมาณ 10 วา มีแสงสว่างจากช่องโหว่บนเขาส่องลงมา มีพระพุทธรูปก่อถือปูนขนาดใหญ่อยู่บนแท่นกับพระพุทธรูปนอน พระอรหันต์ล้อมรอบแสดงถึงตอนพระพุทธเจ้าประชวร อีกถ้ำหนึ่งอยู่ห่างจากถ้ำผ้าขาวราว 45 เมตร เรียกถ้ำปัจเจค ปากถ้ำลึกประมาณ 5 วา มีบันไดพาดเป็นบางแห่ง ในถ้ำทางคดเคี้ยวบางตอนเป็นช่องแคบ ถ้ำลึกมากต้องหาเทียนไขหรือตะเกียงเจ้าพายุเข้าไป
สุดปลายถ้ำมีพระพุทธรูปและเจดีย์นอกจากนี้มีรูปปูนปั้นเป็นเด็กหญิงแถวหนึ่ง เด็กชายแถวหนึ่งปราศจากเครื่องแต่งกาย ผู้ใดต้องการมีบุตรหญิงหรือบุตรชายก็ให้หาธูปเทียนสักการบูชา พระพุทธรูปอธิษฐานขอเอาตามความปรารถนา มีผู้เล่าว่าผู้ไปขอแล้วมักสมปรารถนาเสมอ ตำนานของถ้ำมีจารึกอยู่บนศิลา 3 แผ่นว่า พระอรหันต์เสด็จมาบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ ณ ที่นี้แล้วเสด็จสู่ปรินิพานตรงปากถ้ำ เทพยดาถวายพระเพลิงจนเป็นเหตุให้ไหม้ลึกลงไปในดินด้านยาว 1,000 วา ด้านกว้าง 100 วา พญานาคขึ้นมาพ่นน้ำดับ จึงปรากฏมีขี้เถ้าเต็มถ้ำ เดิมเรียกว่า “ถ้ำตับเต้า” (ถ้ำทับเถ้า) เลยเพี้ยนมาเป็นถ้ำตับเต่าภายหลังถ้ำนี้พวกไทยใหญ่มักเดินทางมานมัสการเสมอเมื่อ 100 ปีมาแล้วถือเป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์ (ที่มา : บุญช่วย ศรีสวัสดิ์. เชียงใหม่และภาคเหนือ. กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2504 หน้า 310-311)

ลักษณะแหล่งท่องเที่ยว
เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บริเวณโดยรวมของหน้าถ้ำอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้นานาพรรณ เป็นถ้ำหินปูนกว้างและสูงประมาณ 6 เมตร เป็นสถานที่ตั้งของวัดที่ร่มรื่นยังคงความเป็นธรรมชาติ มีถ้ำสำหรับเข้าชม ธรรมชาติที่สมบูรณ์ของคนทั่วไป ถ้ำมืด และถ้ำแจ้ง ชื่อของถ้ำ เดิมชื่อ "ทับเถ้า" มาจากเรื่องเล่าที่ว่า พระอรหันต์ 500 รูป มานิพพานที่ถ้ำนี้ จึงได้นำเอาอัฐิหรือเถ้ามากอบกันขึ้นเป็นพระเจดีย์ ให้ชื่อว่า "พระเจดีย์นิ่ม" ซึ่งอยู่ในถ้ำมืด และจารึก ปี พ.ศ. 1463 ไว้ที่ฐานพระเจดีย์ ถ้ำนี้ต้องใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง จะเที่ยวชมอย่างทั่วถึง (ที่มา : ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ)

พระพุทธองค์ทรงทราบ จึงได้ปรารภแก่พระอานนท์ว่า
“ตถาคตได้รับอาราธนาจากพญามารเพื่อเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานแล้วประการหนึ่ง และยังได้รับบิณฑบาตอาหารมื้อสุดท้ายที่ทำให้สำเร็จผลานิสงส์อันมากแก่ผู้ถวาย คือนายจุนนะ ผู้ถวายอาหารสุกรมัทวะนี้ อาหารสองมื้อที่ผลานิสงส์มากแก่ผู้ถวายบิณฑบาต พระพุทธเจ้า คืออาหารมื้อแรกที่ทำให้สำเร็จพระโพธิญาณตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และอาหารมื้อสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าฉันแล้วจะเสด็จเข้าสู่การดับขันธปรินิพพาน ดังนั้น ถ้าพระองค์รับโอสถจากพระฤาษีมาฉันก็จะหายจากอาการประชวร เป็นการไม่รักษาสัจจะแก่พญามาร และยังทำให้อาหารมื้อสุดท้ายที่ได้รับบิณฑบาต ไม่มีผลานิสงส์แก่ผู้ถวายเต็มที่ จึงจำเป็นจะต้องไปจากถ้ำแห่งนี้”
พระพุทธองค์จึงตั้งสัจจาธิษฐานว่า “ขอให้เพดานถ้ำจงบังเกิดเป็นโพรงเพื่อจักพาพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐากเสด็จเหาะหนีไปทางอากาศได้”
ครั้นพระฤาษีนำโอสถวิเศษให้หมอชีวกโกมารภัจจ์มาถวายแก่พระพุทธเจ้า พระองค์และพระอานนท์ก็เสด็จเหาะขึ้นไปยังเมืองกุสินารายณ์
การที่พระพุทธองค์เสด็จเหาะหนีไป ทำให้พระสงฆ์สาวกทั้งหลายที่ยังเป็นปุถุชนพากันโศกเศร้าร่ำไห้ คร่ำครวญอื้ออึง ส่วนที่เป็นพระอริยเจ้าก็สงบจิตสำรวมพิจารณาเหตุการณ์ด้วยธรรม และพากันแสวงหาที่บำเพ็ญธรรมต่อไป เมื่อพระสงฆ์เหล่านี้สำเร็จอรหันตผลแล้ว ก็พากันมายังบริเวณหน้าถ้ำแห่งนั้น แล้วดับขันธ์นิพพานพร้อมกันหมดสิ้น ทิ้งซากศพไว้บนพื้นดิน ส่งกลิ่นเน่าเหม็นตลบไปทั่วทั้งป่า
พระอินทร์จึงให้เทพบุตรผู้มเหศักดิ์ตนหนึ่งนำไฟทิพย์จากสวรรค์มาเผาผลาญซากศพพระอรหันต์เหล่านั้น ไฟทิพย์นี้มีความร้อน และเผาไหม้กว้างถึง ๘,๐๐๐ วา ไหม้ลงไปในแผ่นดินลึก ๑,๐๐๐ วา ความร้อนทำให้พระยานาคชื่ออุรุนาคราชนำบริวาร ๑,๐๐๐ ขึ้นมาจากพื้นดิน ปล่องที่พระยานาคนำบริวารชำแรกขึ้นมา คือ ตาน้ำผุดที่ได้ก่อให้เกิดหนองน้ำเล็กๆ ด้านหลังถ้ำนั้นเอง
พื้นดินบริเวณวัดถ้ำตับเตาและบริเวณใกล้เคียงจึงขุ่นขาวคล้ายขี้เถ้าปนอยู่ และจะเป็นเช่นนี้ไปจนถึงยุคพระศรีอาริยเมตไตรย์
ฝ่ายพระฤาษีอาจารย์ของหมอชีวกโกมารภัจจ์ เมื่อไม่อาจถวายโอสถวิเศษให้แก่พระพุทธเจ้าได้ ก็มีความเสียใจยิ่งนัก ยกมือกำถ้วยโอสถขึ้น กล่าวว่า “อันโอสถวิเศษของตูนี้ จะไม่มีไว้สำหรับรักษาผู้ใดอีกต่อไป ไม่มีประโยชน์อันใดอีกแล้วจะรักษาไว้” ว่าแล้วก็สาดโอสถวิเศษทิ้งไปทั่วบริเวณ ทำให้พื้นที่บริเวณถ้ำตับเตาเต็มไปด้วยพืชสมุนไพรหลายชนิด แต่เพราะอำนาจคำกล่าวของพระฤาษีทำให้สมุนไพรที่เกิดขึ้นบริเวณถ้ำตับเตามีคุณภาพในการรักษาโรคต่างๆ อ่อนมากเมื่อเทียบกับสมุนไพรชนิดเดียวกันในพื้นที่อื่นๆ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าถึงอดีตของพระอรหันต์ทั้ง ๕๐๐ รูปที่พากันมาถวายบังคมเยี่ยมพระอาการประชวร ซึ่งต่อมาสำเร็จอรหันตผลและพากันมาดับขันธ์นิพพาน ณ ที่นี้พร้อมกันว่า
“ในสมัยพุทธกาลแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามหากัสปะ พระพุทธองค์พระองค์นั้นได้นำพระสงฆ์สาวกมาเดินทางพักพระอริยาบถ ณ ถ้ำตับเตาแห่งนี้ และได้ท่องสวดบทพระธรรมเทศนาด้วยเสียงอันไพเราะกังวาล ทำให้ฝูงค้างคาวจำนวน ๕๐๐ ตัว ที่อยู่ในถ้ำแห่งนั้นมีความเคลิบเคลิ้มจิตตกภวังค์หล่นลงมากระทบพื้นหินตาย แต่ด้วยอำนาจแห่งผลบุญที่เหล่าค้างคาวได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนา ก็พากันบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเทพบุตร ๕๐๐ องค์ มีชื่อเรียกว่า “อังคุลีเทพบุตร” ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จลงมาเกิดเป็นพระสิทธัตถะกุมาร และออกผนวช เทพบุตรทั้ง ๕๐๐ องค์ได้มาเกิด และบวชเป็นพระภิกษุในพระศาสนาของพระสมณโคดมพุทธเจ้า และสำเร็จพระอรหันต์ครบถ้วน ๕๐๐ รูป”
ปัจจุบัน วัดถ้ำตับเตาตั้งอยู่บ้านหมู่ที่ ๑๓ บ้านถ้ำตับเตา ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจากหนังสือประวัติวัดถ้ำตับเตา เรียบเรียงโดยอาจารย์อินทร์ศวร แย้มแสง ได้ให้ความหมายของคำว่า “ตับเตา” ว่าอาจเพี้ยนมาจากคำว่า ดับเถ้า (อ่าน ดับ - เต้า) ภาษาเหนือหมายถึงดับขี้เถ้าที่เกิดมาจากการเผาไหม้ของป่าไม้ และภายหลังเพี้ยนมาเป็น “ตับเตา” (ที่มา : http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=151)

 

ป่าพันปี สระมรกต ตั้งอยู่บ้านปางมะขามป้อม หมู่ 14 ต.ศรีดงเย็น ติดถนนโชตนาที่เป็นเส้นทางหลักเชียงใหม่-ไชยปราการ เป็นป่าดึกดำบรรพ์ มีอายุกว่าฟันปีที่อำเภอไชยปราการ อยู่เชิงเขาถ้ำงาม ต้นไม้ กิ่งไม้ รากไม้นานาชนิดเกี่ยวพันกันอย่างสวยงามตามธรรมชาติ ลักษณะคล้าย ป่าพรุ ในการเดินทางไปหาน้ำรูต้องผ่านป่าเป็นระยะทางประมาณ 500 เมตร มีน้ำนองเต็มพื้นที่ตลอดทั้งปี ด้านในจะเป็นสระน้ำขนาดย่อมที่มีน้ำสีเขียวอมฟ้าดั่งแก้วมรกต (ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551; http://www.ryt9.com/s/bmnd/676808)

น้ำรู มีประวัติ สืบเนื่องมาจากถ้ำตับเตาในสมัยพระเอกาทศรถมีการสู้รบกัน ระหว่างไทยกับพม่าและได้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ ทำให้ร้อนถึงพญานาคราชจึงออกมาพ่นน้ำดับไฟ จึงเป็นที่มาของน้ำรูในปัจจุบัน (ที่มา : ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ)

คำว่าซาวในภาษาล้านนาแปลว่ายี่สิบ ตั้งอยู่ที่บ้านถ้ำตับเต่า หมู่ที่ 13 ตำบล ศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ นับจำนวนได้ประมาณ 20 แห่ง หรือ 20 รู เป็นธารน้ำไหลพุ่งออกจากช่องหินใต้ดิน เกิดเป็นแอ่งน้ำทั้งขนาดเล็กและใหญ่ สายน้ำลำธารใสสะอาด บริเวณใกล้เคียงเป็นป่าชื้นที่รักษาความชุ่มชื้นได้ตลอดทั้งปี จึงเป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวไชยปราการจนถึงปัจจุบัน (ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551; http://www.ryt9.com/s/bmnd/676808)

 
หมู่บ้านหัตถกรรม เครื่องปั้นดินเผา
บ้านสันทราย หมู่ที่ 12 ตำบลศรีดงเย็น เป็นหมู่บ้านหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่มีความสวยงามประณีตและมีชื่อเสียงของอำเภอไชยปราการ สินค้าหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาบ้านสันทรายมีการออกแบบและรูปทรงที่สวยงาม สามารถส่งออกเป็นสินค้าโอท็อป และสินค้าส่งออกต่างประเทศมานาน โดยที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมกระบวนการผลิตได้ทุกวัน (ที่มา : ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ)
 
หน่วยจัดการต้นน้ำขุนน้ำฝาง
ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลศรีดงเย็น ซึ่งหน่วยจัดการต้นน้ำเหล่านี้ทำหน้าที่ในการป้องกันรักษาป่า ปลูกป่าทดแทน จัดระบบการใช้น้ำบนที่สูง ส่งเสริมให้ความรู้กับประชาชนและเยาวชนในพื้นที่ (ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551; http://www.ryt9.com/s/bmnd/676808)
 
อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา

ประวัติความเป็นมา :ด้วยคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2532 กำหนดให้ปี 2532-2535 เป็นปีแห่งการป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ และต่อมารัฐบาลมีนโยบายที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรของชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ไว้ในรูปแบบของอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้จึงได้มีคำสั่งที่ 475/2532 ลงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2532 ให้เจ้าหน้าที่มาดำเนินการสำรวจเบื้องต้น โดยได้ไปดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 22 เมษายน - 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2532 ต่อมากรมป่าไม้ได้มีคำสั่งที่ 1627/2532 ลงวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2532 ให้เจ้าหน้าที่มาสำรวจเพิ่มเติมเพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2532 จึงได้อนุมัติการดำเนินการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา มาตามลำดับขั้นตอนทั้งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ได้มีมติในคราวประชุม ครั้งที่ 2/2537 วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2537 เห็นสมควรให้จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และให้เป็นไปตามมติดังกล่าว จึงได้ให้ส่วนวิศวกรรมดำเนินการจัดทำแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง และป่าแม่ลาวฝั่งซ้าย ในท้องที่ ตำบลแม่คะ ตำบลแม่ข่า อำเภอฝาง ตำบลแม่ทะลบ ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ และตำบลป่าแดด ตำบลศรีถ้อย ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สลวย จังหวัดเชียงราย ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ( อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา ) และกรมป่าไม้ได้มีหนังสือ ที่ กษ.0712.3/842 ลงวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2544 ว่าได้ดำเนินการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินฯ และเห็นควรนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา เป็นอุทยานแห่งชาติที่อยู่ในระหว่างการเตรียมประกาศ ขั้นตอนการดำเนินการได้ผ่านคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติแล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนนำเสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา

 
ที่มา : กลุ่มศึกษาปัญหาสังคม สถาบันวิจัยสังคม ม.เชียงใหม่
นายก อบต.ศรีดงเย็น




นายก อบต.ศรีดงเย็น
สภาพทั่วไป-ข้อมูลพื้นฐาน
ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวประมูล จัดซื้อ จัดจ้าง
ภาพกิจกรรม ผลงานที่ผ่านมา
แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา
แผนพัฒนาท้องถิ่น
แผนอัตรากำลัง 3 ปี
ควบคุมภายใน
ข้อบัญญัติ อบต.
แหล่งท่องเที่ยว ต.ศรีดงเย็น
สินค้า OTOP ต.ศรีดงเย็น
   

จัดซื้อจัด-จัดจ้าง
ประกาศแผนปฎิบัติการ
จัดซื้อจัดจ้าง
รายงานผลการจัดซื้อจัดจ้าง
ประกาศรายชื่อผู้ชนะการสอบราคา
ประกาศกำหนดราคากลาง
ประกาศจัดซื้อจัดจ้าง


สํานักปลัด
กองคลัง
กองช่าง
กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

ฝ่ายบริหาร
สมาชิกสภา อบต.
สํานักปลัด

กองคลัง

กองช่าง
กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม



 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
Untitled Document
 
องค์การบริหารส่วนตำบลศรีดงเย็น
99 หมู่ที่ 6 ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ 50320
โทรศัพท์ 053-050060 โทรสาร 053-050061 Email : webmaster@sridongyen.go.th

สงวนลิขสิทธิ์ ค.ศ.2016 องค์การบริหารส่วนตำบลศรีดงเย็น ออกแบบและพัฒนาโดย : เชียงรายเอ็นเทอร์ซอฟต์